การเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน - สิงคโปร์

 การเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

 

Amendments to the Employment Act

ที่มา : รัฐบาลมีนโยบายแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (Employment Act) โดยมีการพิจารณาร่วมกันหลายฝ่ายทั้งฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง รัฐบาล และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนซึ่งรัฐบาลได้สำรวจระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง ตุลาคม 2556  

จุดประสงค์ : เพื่อความชัดเจนการคำนวณค่าจ้าง เงื่อนไขการจ้างงานและสิทธิประโยชน์ รวมทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งและลดข้อพิพาทในที่ทำงาน

การเปลี่ยนแปลง : นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559 นายจ้างทุกรายจะต้องมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานดังต่อไปนี้ให้กับลูกจ้างที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (Employment Act)

- เงื่อนไขการจ้างงานที่สำคัญ (Key employment terms (KETs)

- ใบแจ้งเงินเดือน (Itemised payslips)

-  ประวัติการจ้างงาน (Keeping employment records)

กระทรวงแรงงานสิงคโปร์ได้ร่วมมือกับไตรภาคีเพื่อช่วยเหลือนายจ้างในระยะเริ่มต้นโดยให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคลกับนายจ้างที่ SME Centre ที่ตั้งอยู่ตามสถานที่ต่างๆอีกทั้งยังมีแบบฟอร์มเงื่อนไขการจ้างงานที่สำคัญ ใบแจ้งเงินเดือน ที่ใช้ลายมือเขียนได้และฟรีโปรแกมคอมพิวเตอร์  หากมีการละเมิดเงื่อนไขการจ้างงานที่สำคัญ  ใบแจ้งเงินเดือน ประวัติการจ้างงาน และการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับเจ้าหน้าที่โดยไม่เจตนาที่จะหลอกลวงแล้วก็จะมีความผิดในทางแพ่งไม่ใช่ทางอาญา

1.เงื่อนไขการจ้างงานที่สำคัญ

          สัญญาจ้าง จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหนึ่งซึ่งเรียกว่านายจ้างตกลงที่จะจ้างงานอีกบุคคลหนึ่งซึ่งเรียกว่าลูกจ้างและลูกจ้างตกลงที่จะทำงานให้นายจ้าง โดยในสัญญาจ้างยื่นข้อตกลงและเงื่อนไขการจ้างงาน สัญญาจะต้องมีข้อตกลงที่จำเป็น เช่น ชั่วโมงการทำงาน ขอบเขตการทำงาน สัญญาจ้างสามารถทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือการตกลงด้วยวาจาหรือโดยปริยาย

          การเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (Employment Act) ฉบับใหม่กำหนดให้นายจ้างจะต้องมีเงื่อนไขการจ้างงานที่สำคัญเป็นลายลักษณ์อักษรให้ลูกจ้างที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (Employment Act) และทำงานกับนายจ้างตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป โดยให้มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน  2559

 

เงื่อนไขที่สำคัญประกอบด้วย

 

เลขที่

รายละเอียด

1

ชื่อนายจ้าง

2

ชื่อลูกจ้าง

3.

ตำแหน่ง / หน้าที่และความรับผิดชอบหลัก

4.

วันเริ่มทำงาน

5.

ระยะเวลาการจ้างงาน

6.

การจัดการทำงาน

- ชั่วโมงการทำงานต่อวัน

- จำนวนวันทำงานต่อสัปดาห์

- วันหยุดประจำสัปดาห์

7.

ระยะเวลาที่จ่ายค่าจ้าง

8.

ค่าจ้าง เช่น ระบุค่าจ้างที่ต่อวัน ต่อชั่วโมง หรือต่อชิ้นงาน เป็นต้น

9.

เงินพิเศษที่จ่ายให้เป็นประจำ

10.

เงินหักประจำ

11.

ระยะเวลาที่จ่ายค่าล่วงเวลา

12.

อัตราค่าล่วงเวลา

13.

เงินอื่นๆ เช่น เงินโบนัส เงินจูงใจ

14.

สิทธิการลา เช่น ลาพักร้อน ลาป่วย (ทั้งผู้ป่วยใน และผู้ป่วยนอก) ลาคลอด เป็นต้น

15.

สิทธิประโยชน์เรื่อง ประกันสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาลสุขภาพทั่วไป และสุขภาพฟัน

16.

ระยะเวลาการทดลองงาน

17.

ระยะเวลาการแจ้งล่วงหน้ากรณียกเลิกสัญญาจ้าง

หมายเหตุ

1) สัญญาจ้างจะมีผลก็ต่อเมื่อลูกจ้างมาทำงานตามกำหนดวันเริ่มทำงาน หากลูกจ้างไม่มาทำงานตามที่ตกลงไว้ ลูกจ้างหรือนายจ้างจะไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (Employment Act) เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างไม่เกิดขึ้น ดังนั้นการเรียกค่าเสียหายจากนายจ้างต้องเข้าระบบการฟ้องร้องทางแพ่งและต้องใช้ทนาย

2) การบรรจุเป็นลูกจ้างขึ้นกับสัญญาจ้างเพราะไม่อยู่ในข้อกำหนดพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน(Employment Act)

3) การยกเลิกสัญญาจ้างสามารถทำได้ทั้งลูกจ้างและนายจ้าง

4)  ความแตกต่างระหว่างสัญญาจ้างงาน (Contract OF Service) และ สัญญาจ้างทำของ (Contract for Service) ที่สำคัญมีดังนี้

 

สัญญาจ้างงาน (Contract OF Service)

สัญญาจ้างทำของ (Contract for Service)

1. มีความสัมพันธ์กันในฐานะลูกจ้างและนายจ้าง

1. เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับจ้างกับผู้ว่าจ้าง

2. ลูกจ้างทำงานให้นายจ้าง โดยอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของนายจ้าง

2. ผู้รับจ้างรับผิดชอบงานที่ผู้ว่าจ้างมอบหมายให้ทำให้สำเร็จ ผู้ว่าจ้างไม่มีอำนาจบังคับบัญชา

3. ลูกจ้างบางรายจะได้รับการคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (Employment Act)

3.ไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (Employment Act)

4. เงื่อนไขการจ้างงานรวมถึง ชั่วโมงการทำงาน สิทธิการลา และอื่นๆ

5. ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฏหมาย

อย่างไรก็ตามไม่มีข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะแยกความแตกต่างระหว่างสัญญาการจ้างงานจากสัญญาจ้างทำของอย่างชัดเจนได้ แต่ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาสัญญาจ้างงานจะรวมถึง อำนาจการตัดสินใจในการจ้างงาน การยกเลิกสัญญาจ้าง การจ่ายค่าจ้าง และสิทธิการเป็นเจ้าของ เป็นต้น

2. ใบแจ้งเงินเดือน

          นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559    นายจ้างทุกรายจะต้องมีใบแจ้งเงินเดือนให้กับลูกจ้างที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (Employment Act) ในรูปแบบสำเนาเอกสารหรือผ่านระบบอีเล็คโทรนิค  รวมถึงการเขียนด้วยลายมืออย่างน้อยเดือนละครั้งโดยให้พร้อมกับค่าจ้าง หากไม่สามารถให้พร้อมกันได้ก็จะต้องให้ภายในระยะเวลา 3 วันทำงานหลังจากจ่ายค่าจ้าง หากเป็นกรณียกเลิกสัญญาจ้างจะต้องให้ใบแจ้งเงินเดือนพร้อมกับค่าจ้าง โดยใบแจ้งเงินเดือนจะต้องระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้

                  

เลขที่

รายละเอียด

1.

ชื่อนายจ้าง

2.

ชื่อลูกจ้าง

3.

วันจ่ายค่าจ้าง

4.

ค่าจ้าง กรณีเป็นรายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงานต่อชิ้นจะต้องกำหนดรายละเอียด ยกตังอย่างเช่น

- ค่าจ้างต่อชัวโมง

- จำนวนชั่วโมงทำงาน หรือจำนวนวันทำงาน หรือ จำนวนชิ้นงาน

5.

วันเริ่ม-วันสิ้นสุดของค่าจ้าง

 

6.

เงินพิเศษที่จ่ายช่วงเวลาของค่าจ้าง

- เงินพิเศษที่จ่ายเป็นประจำ เช่น ค่ารถ เป็นต้น

- เงินพิเศษเฉพาะ เช่น เงินค่าเครื่องแบบ

7.

เงินอื่นๆ เช่น

- เงินโบนัส

- เงินที่จ่ายกรณีทำงานวันหยุดประจำสัปดาห์

- เงินที่จ่ายกรณีทำงานวันหยุดราชการ

8

เงินหักจากค่าจ้าง

- เงินหักประจำ เช่น เงินหักเข้ากองทุนสะสมเลี้ยงชีพ

- เงินหักพิเศษ เช่น ลาแบบไม่จ่ายค่าจ้าง ขาดงาน

9.

จำนวนชั่วโมงทำงานล่วงเวลา

10.

เงินค่าล่วงเวลา

11.

วันเริ่ม-วันสิ้นสุดของค่าล่วงเวลา (กรณีที่แตกต่างจากข้อ 5)

12.

ค่าจ้างสุทธิ

นายจ้างจะต้องเก็บใบแจ้งเงินเดือนตามระยะเวลาดังต่อไปนี้

                   - กรณีลูกจ้างปัจจุบัน : 2 ปีสุดท้าย

                   - กรณีลูกจ้างที่ไม่ได้ทำงานกับนายจ้าง : 2 ปีสุดท้าย เป็นเวลา 1 ปี นับจากวันที่พ้นสภาพความเป็นลูกจ้าง

3. ประวัติการจ้างงาน

          นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559    นายจ้างจะต้องเก็บประวัติการจ้างของลูกจ้างทุกคนที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (Employment Act) รวมถึงประวัติค่าจ้างในรูปแบบเอกสารหรือใช้ระบบ   อีเล็คโทรนิค โดยมีรายละเอียดดังนี้

          - ประวัติการจ้าง

เลขที่

รายละเอียด

1.

ที่อยู่

2.

- เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน

- หากเป็นลูกจ้างต่างชาติ จะเป็นเลขที่ใบอนุญาตการทำงาน

3.

วัน เดือน ปี เกิด

4.

เพศ

5.

วันเริ่มทำงาน

6.

วันสุดท้ายของการทำงาน

7.

ชั่วโมงการทำงาน ( รวมเวลาพัก)

8.

รายละเอียดอื่นๆ วันที่ลาพัก วันหยุดราชการ

         

- ประวัติค่าจ้าง

            ใช้หลักเกณฑ์การเก็บใบแจ้งเงินเดือน

- นายจ้างจะต้องเก็บประวัติการจ้างงานตามระยะเวลาดังต่อไปนี้

                   - กรณีลูกจ้างปัจจุบัน :  2 ปีสุดท้าย

                   - กรณีลูกจ้างที่ไม่ได้ทำงานกับนายจ้าง : 2 ปีสุดท้าย เป็นเวลา 1 ปี นับจากวันพ้นสภาพความเป็นลูกจ้าง

 

                                                         สนร. สิงคโปร์

 

                                                                                                                        กันยายน 2559